พิชชานนท์ รัตนภิญโญ หรือ “ไทด์” ชายหนุ่มชาวแพร่ ผู้ไม่ได้มองว่าการกลับบ้านคือทางเลือกสุดท้าย แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นที่ใหม่และคุณค่าให้แก่บ้านเกิด ไทด์เป็นคนรุ่นใหม่ที่ผนวกเอาการทำงานภาคประชาสังคมในเชียงใหม่ เข้ากับการเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น เขาคือหุ้นส่วนร้าน “คณะลาบ 2563” ที่ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนแนวคิด และล่าสุดคือการนำทรัพยากรท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นสินค้าที่มีเรื่องราว

เรื่องราวของไทด์ สะท้อนภาพกระแส “คนรุ่นใหม่กลับบ้าน” ที่ไม่เพียงแต่นำทักษะกลับไป แต่ยังนำ “คำถาม” กลับไปด้วย

แรงผลักดันและจุดเริ่มต้น: จากโควิดสู่การค้นพบคุณค่า

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คือ “แรงผลักดัน” ที่ทำให้ไทด์ตัดสินใจทิ้งงานในกรุงเทพฯ และกลับมาที่แพร่ แม้ช่วงแรกจะต้องเข้ารับราชการทหารเกือบหนึ่งปี แต่เมื่อปลดประจำการ ความท้าทายที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้น: จะทำอะไรในบ้านเกิด?

ไทด์สังเกตเห็นว่าชุมชนของเขาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีข้าวและผลไม้ท้องถิ่นมากมาย แต่กลับไม่มีการแปรรูปหรือต่อยอด ทำให้ผลผลิตจำนวนมากสูญเปล่า สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญ:

“ทำไมทำเกษตรกรรมมาหลายรุ่นแล้ว แต่ชาวบ้านยังอยู่ที่จุดเดิมอยู่? มีปัญหาเรื่องราคาหรือเปล่า?”

เขาพบว่ามีผลไม้จำนวนมากที่ชาวบ้านยอมปล่อยให้หล่น เน่าเสีย หรือแม้กระทั่งตัดทิ้งเพราะมีกลิ่นเหม็น ซึ่งนำไปสู่การสูญเสีย “พันธุกรรมท้องถิ่น” ของพืชเหล่านั้นไปเรื่อย ๆ

นี่คือจุดเปลี่ยนที่ไทด์ตัดสินใจลงมือทำ: การแปรรูปผลไม้เหล่านั้นให้เป็น “น้ำหมัก” หรือ “ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์”

พลิกโฉมจาก “ผลไม้เน่า” สู่ “สุราพื้นบ้านที่มีเรื่องเล่า”

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไม่ปล่อยให้ทรัพยากรเน่าเสีย ไทด์เริ่ม “บ้า” ตามที่เขาเล่า เขาตระเวนขอผลไม้ตามบ้านต่าง ๆ ในชุมชน จนบางครั้งได้มาเยอะมากจนทำไม่ทัน ต้องทดลองซ้ำ ๆ หลายรอบจนได้สูตรที่นิ่งและลงตัว

แต่เมื่อผลิตภัณฑ์สำเร็จ ข้อท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ “จะขายที่ไหน?” การหาตลาดที่รองรับสินค้าที่ “แปลกแหวกแนว” สำหรับสังคมแพร่ไม่ใช่เรื่องง่าย

ทางออกของไทด์คือการ รวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ในเมือง และก่อตั้งบริษัทเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ขึ้นมา โดยใช้ข้าวที่เป็นของดีของจังหวัดแพร่เป็นวัตถุดิบหลัก ผลิตภัณฑ์นี้มีชื่อว่า “เหล้าฉาน”

สิ่งที่ทำให้ “เหล้าฉาน” แตกต่างอย่างสิ้นเชิง คือการผสมผสาน “เรื่องราว” เข้าไปในตัวสินค้า

“เราบวกสตอรี่ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเข้าไปในฉลากด้วย เช่น ‘กบฏเงี้ยว’ มันเป็นการจุดประกายแรกของพี่คนหนึ่ง มันดีมาก และเราก็ร่วมผลักดันจนเปิดขายได้”

การนำประวัติศาสตร์และชื่อเสียงของจังหวัดมาผูกโยงกับผลิตภัณฑ์ เป็นการยกระดับสินค้าชุมชนให้กลายเป็นมากกว่าเครื่องดื่ม แต่เป็น “สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์” ที่น่าสนใจ ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงและรู้สึกเชื่อมโยงกับแพร่มากขึ้น แม้การหาตลาดจะยังเป็นการต่อสู้ที่ต้องใช้ความพยายามสูง แต่การเริ่มต้นนี้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิดให้กับคนในพื้นที่แล้ว

ข้อค้นพบของการกลับบ้าน: คำถามที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง

การกลับมาลงมือทำอย่างจริงจัง ทำให้ไทด์ได้เห็นภาพรวมของเมืองแพร่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

“เราเจอเยอะเลย ทำไมเมืองแพร่ถึงถูกเรียกว่าเป็น ‘เมืองทางผ่าน’, ‘เมืองรอง’, ‘เมืองที่มีผู้สูงอายุเยอะ’, ‘เมืองเกษตรกรแต่ก็ไม่รวยสักที’ เราเจออะไรหลากหลายจากการที่เราได้ลองทำผลิตภัณฑ์”

ไทด์ได้เห็นภาพมุมมองที่แตกต่างกันของคนในชุมชนและคนในเมือง:

  1. ปัญหาเชิงโครงสร้าง: เห็นอย่างชัดเจนว่าแม้จะมีทรัพยากรดีแค่ไหน แต่ตราบใดที่ไม่มีกลไกการแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการเข้าถึงตลาดอย่างเป็นระบบ ปัญหาเรื่องราคาและการสูญเปล่าของผลผลิตก็จะยังคงอยู่
  2. ความท้าทายด้านแนวคิด: การนำแนวคิดใหม่ ๆ เข้าไปสู่ชุมชนต้องอาศัยการพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับคนในพื้นที่

การกลับบ้านของไทด์จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้กลับไปเพื่อ “พึ่งพา” แต่กลับไปเพื่อ “สร้างสรรค์” พวกเขาไม่ได้แค่นำเทคโนโลยีกลับไป แต่ยังนำ “คำถาม” ที่ท้าทายและ “พลังงาน” ในการลงมือทำ เพื่อปลุกศักยภาพที่ซ่อนเร้นของเมืองรองอย่างจังหวัดแพร่ ให้เปล่งประกายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งคุณภาพ เรื่องราว และความกล้าหาญทางความคิด

ผู้เขียน: สุกฤต ปิ่นเพชร