พะแป่ว” หรือ เรียกสั้นๆว่า “แป่ว” มีชื่อจริงว่า นายภาสกร ป่างวิสัย  อาสาคืนถิ่นรุ่นที่ 6 จังหวัดลำพูน ตอนนี้เป็นสมาชิกสภาเทศบาล (สท.)  คือ คนรุ่นใหม่ชาวกระเหรี่ยงโปวฺแห่งลุ่มน้ำแม่ขนาด อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ที่ตัดสินใจหวนคืนสู่รากเหง้าเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงจากภายใน ปัจจุบันแป่วกำลังขับเคลื่อนโปรเจกต์เล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า ฮีลแลนด์ฮีลเพลย์ (Heal Land Heal Play)” ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้และเยียวยาจิตใจผ่านการเล่นในชุมชนของเขา

เรื่องราวของแป่วสะท้อนถึงการกลับบ้านที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งความผูกพันและปรารถนาที่จะมอบสิ่งดี ๆ กลับคืนสู่ชุมชน

แรงขับเคลื่อน: ความผูกพันที่หล่อหลอมและความโหยหาที่ชัดเจน

แป่วเล่าว่าความผูกพันกับบ้านเกิดคือสิ่งที่ฝังอยู่ในตัวเขามาตั้งแต่เด็ก

เราโตมาอยู่ในชุมชนที่ถือว่าอยู่ในชนบท ด้วยการหล่อหลอมของวิถีและวัฒนธรรม มันทำให้เรารู้สึกผูกพัน และก่อนหน้านี้ผมเป็นคนที่ไม่อยากออกไปไกล ๆ จากบ้าน เหมือนเด็กอยากอยู่บ้าน”

แม้จะเคยออกไปเรียนและทำงานในเมืองใหญ่ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง “ความโหยหา” ก็ชัดเจนขึ้น เขาเริ่มมี “ความฝัน” ที่อยากกลับมาทำอะไรสักอย่าง และเชื่อมั่นในศักยภาพของชุมชนว่าจะสามารถลุกขึ้นมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาตัดสินใจ กลับมาก่อน ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ หาว่าจะทำอะไร”

จุดเปลี่ยน: จากสินค้าชุมชน สู่การเยียวยาผ่าน “การเล่น”

ในการกลับมาบ้านครั้งแรก แป่วได้เข้าร่วมโครงการ อาสาคืนถิ่นรุ่นที่ 6″ ของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) โดยเริ่มแรกเขาได้ทำโปรเจกต์เกี่ยวกับสินค้าและวัฒนธรรมชุมชน แต่เมื่อทำไปได้สักพัก เขาค้นพบว่าอะไรคือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขและอยากทำอย่างยั่งยืน

กระบวนการของอาสาคืนถิ่นมีความยืดหยุ่น เลยปรับโปรเจกต์ของเราให้ทำไปแล้วมีความสุขและอยากจะทำ เลยเปลี่ยนมาทำการเล่นกับน้อง ๆ”

นับตั้งแต่นั้นมา แป่วก็เดินหน้าสู่สายงานพัฒนาที่เน้นการเล่น เขาเริ่มต้นจากการชวนน้อง ๆ ในชุมชนให้กลับมาเล่น มาเที่ยว มาทำความรู้จักกับหมู่บ้านของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการ เล่นกับผ้า” หรือ เล่นน้ำห้วย” ที่บ้าน ซึ่งเป็นการใช้วัสดุและทรัพยากรธรรมชาติรอบตัวให้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และเชื่อมโยง

จากการเริ่มต้นกับเด็ก ๆ ประมาณ 12 คน และใช้วิธีเดินไปชวนตามบ้าน ปัจจุบันกิจกรรมของแป่วสามารถดึงดูดน้อง ๆ ให้มาร่วมได้มากถึง 20-30 คน โดยส่วนใหญ่เป็นน้อง ๆ ในหมู่บ้านแม่ขนาดและหมู่บ้านใกล้เคียง

ข้อค้นพบ: การรู้จักตัวเองและปรับความเข้าใจในครอบครัว

การกลับบ้านของแป่วได้มอบ “ข้อค้นพบ” ที่ลึกซึ้งกว่าแค่การพัฒนาชุมชนภายนอก แต่เป็นการพัฒนาภายในตนเอง

  1. การเข้าใจตัวเอง: แป่วค้นพบว่าสิ่งที่เป็นความติดค้างในใจมาตลอด คือการที่เขา “คิดเยอะ คร่ำครวญไป” ทำให้ชีวิตและการงานสับสน การกลับมาอยู่บ้านสอนให้เขาลดการใช้ความคิดหนัก ๆ และ ลงมือทำ” โดยระหว่างทางเขาจะค้นพบคำตอบเอง
    สิ่งที่ได้จากการกลับบ้านคือ เวลาจะทำอะไรเราใช้ฐานหัวเยอะเกิน (คิดเยอะเกิน) อยากทำอะไรให้ลองทำดู ระหว่างทางจะเจอเอง”
  2. การเข้าใจครอบครัว: การกลับบ้านทำให้เขาและครอบครัวเข้าใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะในวัฒนธรรมที่มักจะ เน้นแข่งกันคุย ไม่ค่อยฟังกัน” แป่วได้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การฟัง” และ การเรียนรู้ผ่านการทำ”
    อยากเรียนรู้กับพ่อ ก็ติดตามพ่อไป พอพ่อทำอะไรเราก็ทำด้วย พ่อก็จะเล่ามาเอง… ครอบครัวก็เข้าใจผ่านสิ่งที่เราชวน เขาเห็นว่าเราสามารถทำสิ่งนี้ได้ ไม่ต้องมีให้พร้อมไปหมด”

การที่ได้อยู่ร่วมกัน ได้เรียนรู้ร่วมกัน ทำให้ความเข้าใจระหว่างเขากับครอบครัวแน่นแฟ้นขึ้น และการอยู่ร่วมกับชุมชนก็เป็นสเต็ปต่อไปที่ง่ายขึ้นด้วยการเข้าใจ “ความจริง” ว่าสิ่งไหนที่ทำไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้ลงมือทำแล้ว และพร้อมที่จะปรับตัวตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

ความจำเป็นของการกลับบ้าน: ชุมชนต้องการพลังใหม่ 100%

ในมุมมองของแป่ว เขายืนยันว่าการกลับบ้านของคนรุ่นใหม่ยัง จำเป็น” อย่างยิ่ง

ผมคิดว่าชุมชนหรือว่าท้องถิ่นที่ไหนก็ตาม เค้าต้องการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรคนรุ่นใหม่ หรือพลังใหม่ ๆ … ผมมองในภาพของชุมชน ชุมชนต้องการ [คนรุ่นใหม่] ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยิ่งเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เห็นได้เลยว่ามีเด็กและผู้สูงอายุจำนวนเยอะ”

เขาเน้นย้ำว่า แม้คนรุ่นใหม่แต่ละคนอาจต้องตัดสินใจด้วยตัวเองว่าพร้อมจะกลับเมื่อไหร่ แต่ชุมชนนั้นกำลังรอคอยพลังขับเคลื่อนใหม่ ๆ อย่างไม่มีเงื่อนไข

สารจากแป่วถึงผู้ที่อยากกลับบ้าน: จงกลับมา “ลอง” ก่อน

แป่วปิดท้ายด้วยคำแนะนำที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังสำหรับผู้ที่กำลังคิดจะคืนถิ่น:

ลองกลับมาบ้านก่อน ยังไม่ต้องไปหาคำตอบ… ลองกลับมาอยู่บ้านวันสองวัน อาทิตย์สองอาทิตย์ มันจะเป็นขั้นบันได พอได้กลับมามันอาจจะมาเจออะไรบางอย่างว่ากลับมาแล้วปุ๊บอาจจะกลับเลย หรือว่ากลับมาแล้วเห็นไอเดียอยู่ยาวๆ”

เขาชี้ว่าความสุขของการอยู่บ้าน คือ การได้อยู่ใกล้ครอบครัว ได้เห็นหน้า ได้คุยกัน และความสุขที่ได้ชวนผู้คนในชุมชนมาเล่นด้วยกัน ส่วนความทุกข์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะความรู้สึกของการจากลาของผู้คนที่ทำงานร่วมกันหรือเพื่อนที่เดินทางกลับไปก่อน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรชีวิต

การกลับมาของแป่ว จึงเป็นการตอกย้ำว่า “บ้าน” คือสถานที่ที่สามารถเป็นได้ทั้งศูนย์กลางของการเยียวยาใจ เป็นห้องเรียนที่ให้เราได้รู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้ง และเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการสร้างสรรค์ที่พร้อมให้คนรุ่นใหม่กลับมาปลุกปั้นให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ผู้เขียน: สุกฤต ปิ่นเพชร