ฟาง – สุจินันท์ ใจแก้ว
ประธานเครือข่ายคนรุ่นใหม่กลับบ้าน

สำหรับการทำงานของเธออยู่ที่การทำงานกับเด็ก เยาวชน และความหลากหลายของผู้คนในพื้นที่เขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี ผ่านกลุ่ม “ฮักนะเขมราฐ” และการทำงานร่วมกับทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น และคนในชุมชน

คำถาม : ถ้าเราจะพูดถึงบ้านดุง นอกเหนือจากคำชะโนด ลุ่มน้ำสงคราม หรือบ่อเกลือ มีมุมไหนของบ้านดุงที่อยากเล่าให้พวกเราฟังบ้าง ?

สำหรับฟาง บ้านดุงมีทั้งพื้นที่ เกลือ พื้นที่ชุ่มน้ำ และผู้คนที่หลากหลาย ทั้งในแง่ของวัยและความแตกต่าง แต่ท่ามกลางความหลากหลายเหล่านั้นกลับมีสิ่งหนึ่งที่เชื่อมผู้คนไว้ด้วยกัน นั่นคือ ความเชื่อ

เธอมองว่าความเชื่อนี้อาจกลายเป็นจุดร่วมสำคัญของเมือง และหากลองจับเส้นทางของแต่ละประเด็นเข้าหากัน ก็อาจมองเห็นเป็น “เศรษฐกิจ” ที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ ตั้งแต่คาเฟ่ ตลาด อาหาร เกลือ ไปจนถึงสวนผัก ทุกพื้นที่มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง และในพื้นที่เหล่านั้นก็มีคนรุ่นใหม่อยู่ด้วย เพียงแต่ตอนนี้พวกเขายังอยู่ด้านหลัง ขณะที่พ่อแม่หรือคนรุ่นก่อนยังอยู่ด้านหน้า สำหรับฟาง นั่นจึงเป็นความน่าสนใจของบ้านดุง “เมืองนี้มีของอยู่มากมาย และมันเท่มาก เพียงแต่คนรุ่นใหม่อาจยังไม่ได้ออกมายืนอยู่ข้างหน้าเท่านั้น”

คำถาม : ถ้าท้องถิ่นจะเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบในการสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่ ?

ฟางมองว่า คนทุกวัยต่างมีบทบาทของตัวเอง ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ ไปจนถึงวันหนึ่งคนที่มีบทบาทหรืออำนาจในการบริหารเมือง ในฐานะที่เป็นพลเมือง คนทุกคนมีสิทธิที่จะบอกว่า ตัวเองต้องการอะไรจากเมืองที่กำลังอาศัยอยู่ และสิ่งสำคัญคือการสร้างพื้นที่ให้คนเหล่านั้นได้เข้ามาพูด

ฟางทำงานกับทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน พ่อค้าแม่ค้า ประชาชน และเด็กๆ มาหลายช่วงวัย เธอจึงเห็นว่าทุกคนมีความต้องการแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยเชื่อมคนเหล่านี้เข้าหากันได้คือ “เวที”

เมื่อพื้นที่เปิดให้ผู้คนเข้ามาพูดคุย และสิ่งที่พวกเขาเสนอได้รับการรับฟัง ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเมืองก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปในพื้นที่ของเธอเอง จากที่เคยต้องพยายามอธิบายว่าสิ่งที่ทำมีประโยชน์อย่างไร วันหนึ่งหน่วยงานในพื้นที่กลับเป็นฝ่ายเข้ามาถามว่า 

“ช่วยผมหน่อย ช่วยมาเสนอตรงนี้ให้หน่อย มันควรจะทำอย่างไร”

ความเชื่อมั่นเกิดได้จากการ ทำอย่างต่อเนื่อง เมื่อทำให้เห็นว่า สิ่งที่ทำเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่และหน่วยงาน ผู้คนก็เริ่มเปิดใจ และพื้นที่นั้นก็กลายเป็นพื้นที่ของความร่วมมือมากขึ้น

ฟางเองก็เรียนรู้จากกระบวนการนี้ว่า บางครั้งคนทำงานอาจใจร้อน อยากเห็นเมืองเปลี่ยนเร็วๆ แต่เมื่อเข้าไปเห็นโครงสร้างการทำงานจริงๆ ก็เข้าใจว่าบางอย่างอาจขยับได้เพียงทีละนิด

“งั้นเอาแค่นี้ก่อนก็ได้ แล้วค่อยๆ ขยับช่วยกัน”

เพราะการทำทีละเล็กทีละน้อย ยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย เธออยากเห็นเมืองที่ในวันหนึ่งทุกคนสามารถรับฟังกัน ยอมรับความหลากหลาย และแม้จะมีความไม่พอใจหรือกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่สุดท้ายยังสามารถอยู่ร่วมกันได้

คำถาม : อะไรคือทางรอดของคนรุ่นใหม่ เมื่อกลับบ้านมาแล้วต้องทั้งสร้างตัวตน สร้างชุมชน และหล่อเลี้ยงตัวเองไปพร้อมกัน ?

คำถามนี้พาฟางกลับไปมองถึงโครงสร้างที่ใหญ่กว่าตัวบุคคล เธอเรียนธรณีวิทยา เอกอัญมณีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนเรียนต่อ MBA แต่เมื่อกลับบ้าน เธอกลับพบว่าความรู้ที่เรียนมาไม่ได้มีพื้นที่รองรับอย่างตรงไปตรงมา

จึงเกิดคำถามว่า แล้วความรู้ที่เรียนมา จะเอากลับมาใช้กับบ้านอย่างไร

ฟางมองว่า คนแต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน บางคนมีต้นทุนครอบครัว บางคนมีเครือข่าย แต่บางคนมีเพียงต้นทุนความรู้ และสำหรับเธอ เมื่อมีความรู้ สิ่งที่ทำได้คือ “ขายความรู้”

วันนี้ฟางจึงค้นพบว่าตัวเองสามารถอยู่รอดได้ด้วยการนำความรู้ที่มีไปเชื่อมกับต้นทุนของชุมชน และทำให้ความรู้นั้นกลายเป็นอาชีพ

คำถาม : ถ้าให้เลือกหนึ่งอย่างที่อยากเห็นเกิดขึ้นในบ้านดุง อยากเห็นอะไร ?

สำหรับฟาง สิ่งหนึ่งที่อยากเห็นคือ พื้นที่ให้ผู้คนกลับมาพูดคุยกัน

เธอยกตัวอย่างจากอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จุดเริ่มต้นจากการโพสต์ภาพเก่าๆ ของเมืองลงไปในพื้นที่ออนไลน์
ภาพน้ำท่วมปีนี้เทียบกับปีที่แล้ว ภาพสถานที่เดิมในอดีตเทียบกับวันนี้

จากภาพหนึ่งภาพ คนเริ่มเข้ามาคอมเมนต์ว่า
“ตรงนี้เคยเป็นอย่างนั้นนะ”

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เริ่มเล่าเรื่องตลาดเก่า บางคนหยิบรูปเก่าที่เก็บไว้ที่บ้านออกมาแบ่งปันภาพเก่าจึงกลายเป็น พื้นที่ตรงกลางให้คนได้กลับมาคุยกัน และสำหรับฟาง การสร้างเมืองอาจเริ่มจากสิ่งง่ายๆ เช่นนี้

เริ่มจากการคุยกันก่อน เพราะเมืองจะไปต่อได้ เมื่อคนในเมืองมีโอกาสพูดคุยกัน เห็นปัญหาร่วมกัน และค่อยๆ หาทางออกด้วยกัน จากเรื่องเล็กๆ จึงสามารถกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรม และต่อยอดไปถึงฐานเศรษฐกิจของคนในชุมชนได้

ผู้เขียน
สรรเพชญ เกษสุดาภรณ์ศักดิ์