
น้ำ – นันท์นภัส ไชยตะวงค์
อาสาคืนถิ่นรุ่น 8 จังหวัดอุดรธานี
สำหรับเขาในฐานะคนรุ่นใหม่ที่อยู่บ้านดุงมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันทำ “บ้านยายคาเฟ่” และรวมกลุ่มกับคนในชุมชนทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมในชื่อกลุ่ม “เบ๊ย”
คำถาม : ถ้าไม่พูดถึงคำชะโนดหรือความเชื่อ อยากเล่าอะไรให้คนอื่นเห็นบ้านดุง ?
น้ำอยู่บ้านดุงมา 15 ปี และสิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะบริเวณสวนรักษ์ที่มีศาลหลักเมือง และเป็นพื้นที่ที่เด็กๆ เยาวชน รวมถึงพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกัน เขาเห็นภาพเหล่านี้แทบทุกวันเด็กๆ มาใช้พื้นที่ พ่อค้าแม่ค้ามาขายของ ผู้คนอยู่เคียงกัน แม้ในวันที่ฝนตก สำหรับน้ำพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ที่สามารถ สร้างอาชีพและสร้างความฝันให้กับเด็กๆ ได้ และบางครั้งสิ่งที่เมืองต้องการอาจไม่ใช่เพียงอาคารใหม่ มีพื้นที่ที่คนสามารถเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข
คำถาม : เชื่อไหมว่าการเปลี่ยนแปลงของชุมชนหรือเมืองต้องมีคนรุ่นใหม่อยู่ในนั้น ?
น้ำมองว่า คนรุ่นใหม่มีอยู่ในทุกชุมชน เพียงแต่สิ่งที่อาจแตกต่างกันคือ ผู้ใหญ่เลือกมองพวกเขาจากตรงไหน บางครั้งภาพแรกที่ผู้ใหญ่มองเห็นอาจเป็นรูปลักษณ์ภายนอก สำหรับน้ำเองเขาเป็นคนสักเต็มตัว แต่งตัวในแบบที่อาจไม่ได้ตรงกับภาพจำของผู้ใหญ่บางคน แต่เขาอยากให้ลองเปลี่ยนวิธีคิดจากการตัดสินว่าเด็กคนหนึ่งเป็นอย่างไรจากภายนอก ไปสู่การมองว่า
“เด็กคนนี้เก่งเรื่องอะไร?”
แล้วเปิดโอกาสให้เขาได้ทำสิ่งนั้น เด็กบางคนชอบซ่อมรถ ก็เปิดพื้นที่ให้ซ่อมรถ บางคนชอบดนตรี ก็หากีตาร์ให้เล่น เพราะการเปิดพื้นที่ไม่ได้หมายถึงการบังคับให้เด็กออกมาแสดงความสามารถเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ผู้ใหญ่เห็นเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ใหญ่เองก็ต้องเปิดใจและพยายามมองให้ลึกเข้าไปว่า เด็กต้องการอะไร บางครั้งสิ่งที่ต้องทำก่อนจึงไม่ใช่การพูด แต่คือการ เป็นผู้ฟังที่ดี
น้ำเล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองกับคนคนหนึ่งที่ในวันแรกเขาเองก็เคยมองจากภาพลักษณ์ภายนอก และตั้งคำถามว่า คนแบบนี้จะมาสอนเขาได้อย่างไร แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี เขากลับพบว่าคนคนนั้นเหมาะสมกับบทบาทของตัวเอง และมีความสามารถจริงๆ ประสบการณ์นั้นจึงทำให้เขาเห็นว่า บางครั้งสิ่งที่เราคิดจากภาพแรก อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
คำถาม : ทางรอดของคนรุ่นใหม่กับบ้านคืออะไร ?
น้ำเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือ การเห็นคุณค่าของตัวเอง คนรุ่นใหม่ที่คิดจะกลับบ้านไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุด และไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร เพียงต้องมองให้ออกว่า ตัวเองทำอะไรได้บ้าง ตัวเขาเองเรียนจบออกแบบนิเทศศิลป์ แต่กลับมาขายน้ำ เขาจึงหยิบความรู้ที่มีมาใส่ไว้ในงานเล็กๆ ของตัวเอง เช่น ให้เด็กๆ มาเพนต์แก้ว ทำให้ร้านมีความแตกต่าง ในบ้านดุงมีคนขายน้ำจำนวนมาก แต่คำถามของน้ำคือ ถ้าทุกคนขายเหมือนกัน แล้วอะไรจะทำให้ร้านของเราแตกต่าง ?
เขาจึงเลือกทำร้านของตัวเองให้แตกต่างที่สุด ทั้งนำกลองชุดขึ้นรถซาเล้ง พกกระดาษและสีให้เด็กๆ ได้เพนต์แก้ว เปิดเพลง และพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีผู้คน เพราะเมื่อพื้นที่การแข่งขันมีจำกัด สิ่งที่เราทำได้คือ สร้างความแตกต่างจากสิ่งที่ตัวเองมี แม้ช่วงแรกจะมีคนบอกว่า คนขายน้ำมีเยอะแล้ว และเขาอาจขายไม่ได้ วันหนึ่งเขาขายน้ำได้เพียงสองสามแก้ว จนแอบร้องไห้แต่ไม่เคยท้อ เพราะการกลับบ้านอาจไม่ได้หมายความว่าเราจะประสบความสำเร็จตั้งแต่วันแรก หากเป็นการค่อยๆ ทดลองว่า สิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราทำ จะสามารถสร้างพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร
คำถาม : ถ้าเลือกได้หนึ่งเรื่อง อยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในบ้านดุง ?
คำตอบของน้ำกลับมาที่สิ่งเดิมที่เขาให้ความสำคัญมาตลอดวงเสวนา
“พื้นที่”
เขาอยากเห็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเปิดพื้นที่ที่จับต้องได้จริง และเปิดพื้นที่เช่นนี้บ่อยๆ ให้ทุกคนได้พูด
เด็กพูด ผู้ใหญ่ฟัง
ผู้ใหญ่พูด เด็กฟัง
เพื่อให้ช่องว่างระหว่างวัยค่อยๆ ลดลง
แต่สำหรับน้ำ พื้นที่ไม่ได้มีเพียงพื้นที่ทางกายภาพ เพราะในวันที่เขายังกลัวการสร้างพื้นที่สาธารณะ เขาเริ่มจาก พื้นที่ออนไลน์เขาทำโครงการชื่อ “ตกผลึกมนุษย์บ้านดุง” โดยเริ่มจากการเล่าเรื่องคนในชุมชน ให้คนบ้านดุงได้เห็นว่า ในบ้านของตัวเองมีใครทำอะไรอยู่บ้าง
คลิปแรกเป็นเรื่องของ [Click] – “พี่ผดุง จุมพันธ์” นักเต้นระดับโลก ที่แม้แต่น้ำเองซึ่งเป็นคนบ้านดุงก็ยังไม่เคยรู้จัก เขาคิดเพียงว่า ถ้ามีคนเข้ามาคอมเมนต์สัก 10 คนก็น่าจะดีแล้ว แต่คลิปกลับเดินทางไปถึงประมาณ 40,000 ครั้ง และคนที่เข้ามาพูดคุยส่วนใหญ่กลับเป็นคนในพื้นที่เอง
สำหรับน้ำ สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า บางครั้งการเปิดพื้นที่ให้คนคนหนึ่งได้ถูกมองเห็น แม้จะเริ่มจากหน้าจอ ก็สามารถทำให้คนในบ้านกลับมารู้จักกันเองได้อีกครั้ง
ผู้เขียน
สรรเพชญ เกษสุดาภรณ์ศักดิ์
