อาจารย์ตู่ – ธนศักดิ์ โพธิ์ศรีคุณ
อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

สำหรับเขาเป็นอาจารย์สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปัจจุบันอยู่ที่สามพร้าว และเป็นคนอำนาจเจริญโดยกำเนิด สายตาของอาจารย์ตู่จึงเป็นทั้งสายตาของคนที่ทำงานด้านการพัฒนาชุมชน และคนที่เคยเป็น “คนนอก” ที่เข้ามาใช้ชีวิตในอุดรธานี

คำถาม : ถ้าไม่พูดถึงคำชะโนด ลุ่มน้ำสงคราม หรือบ่อเกลือ บ้านดุงในมุมมองของอาจารย์มีอะไรที่อยากเล่า ?

อาจารย์ตู่เรียกบ้านดุงว่าเป็น “เมืองลึกลับที่น่าค้นหา” แม้จะอยู่ห่างจากตัวเมืองอุดรธานี แต่ผู้คนที่เดินทางมาอุดรธานีจำนวนไม่น้อยก็เลือกเช่ารถเพื่อเดินทางต่อมายังคำชะโนด แต่เมื่อมองให้ไกลกว่านั้น เขาเห็นว่าบ้านดุงยังมีบริบททางภูมินิเวศและโอกาสในการพัฒนาอีกมาก

คำถาม : ถ้าท้องถิ่นจะเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบหรือไม่ ?

สำหรับอาจารย์ตู่ คำตอบไม่ได้อยู่ที่การมีคนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมี “พื้นที่สาธารณะ” ให้คนเหล่านั้นได้เข้ามามีส่วนร่วม เขาหยิบแนวคิดของ Jürgen Habermas เรื่อง Public Sphere ขึ้นมาอธิบายว่า การพัฒนาเมืองจำเป็นต้องมีพื้นที่สำหรับการพูดคุยระหว่างเมือง ผู้คนในเมือง และผู้บริหารเมือง

พื้นที่แบบนี้จึงควรเปิดให้คนหลายกลุ่มเข้ามาพูดคุยกัน ทั้งพ่อค้าแม่ค้า ผู้ผลิตเกลือ และโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อาจยังไม่ได้รวมตัวกันเป็นภาคประชาสังคมอย่างชัดเจน เพราะในหลายเมือง ภาคประชาสังคมสามารถกลายเป็นพลังสำคัญในการแก้ปัญหาและพัฒนาเมืองได้ อาจารย์ตู่จึงมองว่า เยาวชนคืออนาคตของเมือง และพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างถูกต้อง เพื่อให้พลังนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง ไม่ใช่กลายเป็นความขัดแย้งในอนาคต

คำถาม : ทางรอดของคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่นคืออะไร ? 

อาจารย์ตู่ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ยาก” เพราะโครงสร้างของประเทศทำให้คนจำนวนมากต้องกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ เรียนวิศวะแล้วไปทำงานที่ระยอง เรียนการเงินการบัญชีแล้วเข้ากรุงเทพฯ ขณะที่ความเจริญและโอกาสจำนวนมากยังรวมตัวอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น

ดังนั้น หากพูดเรื่องคนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียวโดยไม่พูดถึง การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ก็อาจไม่เพียงพอ

ท้องถิ่นอาจอยากทำหลายอย่าง แต่มีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและอำนาจในการจัดการ อาจารย์จึงมองว่า หากท้องถิ่นมีอำนาจและงบประมาณมากขึ้น รวมถึงสามารถจัดการทรัพยากรของตัวเองได้ ก็จะสามารถทำงานกับคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น แต่ในระดับตัวบุคคล คนรุ่นใหม่เองก็ต้องเตรียมตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไป ทั้ง Digital Disruption, AI และเทคโนโลยีใหม่ๆ

การกลับบ้านในวันนี้จึงไม่เหมือนการกลับบ้านในอดีตที่ต้องตัดขาดจากเมืองใหญ่หรือโลกภายนอก เราสามารถกลับมาอยู่บ้าน ขณะเดียวกันก็เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ เรียนรู้ตลาดโลก และมี Global Mindset ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรลืมต้นทุนเดิมของตัวเอง บ้านดุงไม่ได้มีเพียงคำชะโนด แต่ยังมีพื้นที่ชุ่มน้ำ เกลือ และวัฒนธรรมอีกมากมายที่ควรถูกเก็บและบันทึกไว้ เพราะหากไม่รู้จักต้นทุนเดิม เราอาจล่องลอยและขาดราก แต่ถ้าไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ เราก็อาจตามโลกไม่ทัน การกลับบ้านจึงต้องเดินอยู่ระหว่าง รากของตัวเองกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป

คำถาม : ถ้าให้เลือกหนึ่งข้อเสนอ อยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในบ้านดุง ?

สำหรับอาจารย์ตู่ สิ่งที่อยากเห็นคือ ภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง เขามองไปยังตัวอย่างของนครพนมและเขมราฐ ซึ่งเมื่อ 20 ปีก่อนอาจยังไม่ได้มีสิ่งต่างๆ อย่างที่เห็นในวันนี้ แต่เกิดจากการที่มีคนลุกขึ้นมาทำงานอาสา รวมกลุ่มกัน และขับเคลื่อนพื้นที่แน่นอนว่าแต่ละเมืองต้องวิเคราะห์ตัวเองว่ามีจุดแข็ง จุดอ่อน และต้นทุนอะไร

แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมีคนลุกขึ้นมาเริ่มต้น และรวมตัวกันเป็นพลังของเมือง สำหรับอาจารย์ตู่ การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้เกิดจากนโยบายเพียงอย่างเดียว และไม่ได้เกิดจากคนรุ่นใหม่เพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจาก โครงสร้างที่เปิดพื้นที่ คนรุ่นใหม่ที่มีพลัง ภาคประชาสังคมที่รวมตัวกัน คนในเมืองที่พร้อมพูดคุย เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ค่อยๆ เชื่อมกัน เมืองจึงจะมีโอกาสเติบโตจากข้างใน

ผู้เขียน
สรรเพชญ เกษสุดาภรณ์ศักดิ์