จาก One Day Trip สู่การเปิดพื้นที่ของชุมชน

การเดินทางของ เรินเพื่อน (Rern Peuan) ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เริ่มต้นจากการทดลองเล็ก ๆ ในรูปแบบ One Day Trip ที่ไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ เพียงแค่อยากชวนให้ผู้คนได้เข้ามา สัมผัส เรียนรู้ และใช้เวลาอยู่กับชุมชน ที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมประมาณสามกลุ่ม ทั้งนักท่องเที่ยวจากเพจ อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักเดินทางจากกรุงเทพฯ ที่แวะมาเกาะหมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว หากเป็น ช่วงเวลาของการพูดคุย แลกเปลี่ยน และสร้างความรู้สึกร่วมกัน ช่วงเวลาเล็ก ๆ นี้เองที่ค่อย ๆ ต่อขยายไปสู่การออกแบบกิจกรรมในรูปแบบ สองวันหนึ่งคืน ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้อยู่กับชุมชนอย่างลึกขึ้น

ใช้สิ่งที่มี สร้างความหมายใหม่

กิจกรรมของเรินเพื่อนเกิดจากการมองเห็นคุณค่าของ ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการออกทะเลกับ ชาวประมงพื้นบ้าน การปั่นจักรยานสำรวจเส้นทางเล็ก ๆ การทำอาหารร่วมกับ กลุ่มแม่บ้าน หรือการทำ workshop ร้อยลูกปัด รวมถึงกิจกรรมกับเด็กในพื้นที่ สิ่งสำคัญการเปิดพื้นที่ให้เกิด การแลกเปลี่ยนระหว่างผู้คน ในช่วงเวลาระหว่างทาง ผู้เข้าร่วมได้เล่าเรื่องของตัวเอง รับฟังเรื่องของผู้อื่น และค่อย ๆ สร้าง ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

จากลูกค้า สู่ความสัมพันธ์ระยะยาว

แม้ในช่วงแรกเรินเพื่อนจะตั้งใจสื่อสารไปยังกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษา แต่เมื่อดำเนินกิจกรรมจริงกลับพบว่าผู้เข้าร่วมมี ความหลากหลายมากกว่าที่คาดไว้ ทั้งกลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อน และโดยเฉพาะ กลุ่มวัยเกษียณ ที่กลายเป็นกลุ่มหลักอย่างไม่คาดคิด ผู้คนวัยห้าสิบถึงหกสิบปีจำนวนมากไม่ได้เพียงแค่มาแล้วจากไป แต่กลับกลายเป็น ความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่อง มีการติดต่อ พูดคุย และกลับมาเยี่ยมเยียนกันอยู่เสมอ ขณะเดียวกันยังมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ทั้งรัสเซีย ฮอลแลนด์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ชุมชนเกาะหมากแห่งนี้สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมได้จริง

ชุมชนในฐานะเจ้าของประสบการณ์

เรินเพื่อนเติบโตจาก ความร่วมมือของคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นชาวประมงที่พาผู้เข้าร่วมออกทะเลสาบสงขลา กลุ่มแม่บ้านที่ดูแลอาหาร หรือเครือข่ายมอส. และเพื่อน ๆ ในพื้นที่ที่เข้ามามีส่วนร่วม สิ่งเหล่านี้ทำให้ชุมชนกลายเป็น “ผู้ร่วมสร้างประสบการณ์” ไปพร้อมกัน และในกระบวนการนี้เองที่ทำให้คนในพื้นที่เริ่ม มองเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนเองมี ทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา

การหยุด เพื่อทบทวนและเติบโต

เส้นทางของเรินเพื่อนไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ช่วงพายุและฤดูฝนทำให้หลายกิจกรรมต้องหยุดชะงัก รวมถึงการปรับปรุงพื้นที่ที่ยังไม่แล้วเสร็จจนถึงปัจจุบัน แต่ในอีกมุมหนึ่ง ช่วงเวลานี้กลับกลายเป็นโอกาสให้ได้ หยุด ทบทวน และพัฒนา เกิดเป็นกิจกรรมใหม่อย่าง workshop ร้อยลูกปัด ที่สร้างรายได้เพิ่มเติม และการเปิดพื้นที่ให้เด็กในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตไม่ได้มาจากความรวดเร็ว ค่อย ๆ ปรับตัวตามบริบทจริง

คุณค่าที่เกิดขึ้นกับทั้งคนและชุมชน

กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน กระบวนการของการ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และคนกับชุมชน เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดคุณค่า ทั้งในเชิงรายได้และในเชิงจิตใจ โดยมีธรรมชาติ วิถีชีวิต และผู้คนเป็นหัวใจสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็น ความรู้สึกที่ยังคงอยู่ และเติบโตต่อไปในความทรงจำของผู้คน

นิยาม: ความหมายของ Local Healing

ท้ายที่สุดแล้ว หากจะอธิบายความหมายของ Local Healing ผ่านประสบการณ์ของผู้ที่ลงมือทำจริง เจน- ณัฐกรณ์ แหละหีม มองว่า Local Healing คือ “พื้นที่ที่โอบรับทั้งกายและใจ” เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนรู้สึก ปลอดภัยและสบายใจในแบบที่เป็นตัวเองได้ ขณะที่ มะปราง – ฉัตรตระเนตร เกษศิริ นิยามว่า Local Healing คือ “พื้นที่ปลอดภัยสำหรับใครก็ได้” เป็นพื้นที่เปิดที่ไม่จำกัดว่าใครควรหรือไม่ควรเข้ามา และเมื่อสองความหมายนี้มารวมกัน Local Healing จึงกลายเป็นพื้นที่ของความพื้นที่ที่โอบรับทุก ๆ คน ไม่จำเป็นต้องพยายามเป็นอะไร แต่สามารถ เชื่อมโยงกับผู้คนและสถานที่ได้อย่างแท้จริง

ผู้เขียน
สรรเพชญ เกษสุดาภรณ์ศักดิ์